การย้อนการมอง (ค้นหา) การเข้าใจโลกแบบอิสลาม
มรดกอิสลาม (Islamic Heritage) คืออะไร และวิทยาศาสตร์อิสลาม (Islamic Sciences) มีอะไรที่จะมอบให้แก่เราบ้าง
มรดกอิสลามและวิทยาศาสตร์อิสลามหมายถึงอะไร มีความหมายอย่างไรต่อเราในปัจจุบัน และอาจมีความหมายอย่างไรต่อเราในอนาคต ดังนั้น เพื่อตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ เราจึงมีแขกผู้มีเกียรติของเรามาร่วมรายการ
ดร. ชุอิบ บานี (Dr. Shuayb Wani) ที่กรุณาสละเวลามาพูดคุยด้วย
ทุกวันนี้หลายคนเมื่อต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม เรามักจะติดอยู่กับการสนทนาแบบผิวเผินที่ทำให้เรื่องราว/ประเด็นต่างๆ จบลงอย่างรวดเร็ว และเราก็สูญเสียความซาบซึ้งในมรดกอันล้ำค่าของประเพณีทางวิชาการของอิสลามไป คุณคิดว่าผู้คนควรรู้เกี่ยวกับมรดกของอิสลามในแง่อะไรบ้าง ?
สิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าใจเกี่ยวกับอิสลามคือ อิสลามเป็นหนทางเดียวที่แท้จริงในการที่จะเข้าองค์ความรู้ที่ลงมาจากที่มาจากฟากฟ้า (ที่เป็นความรู้ที่มาจากพระเจ้าโดยตรง) เราทราบว่าอารยธรรมสมัยใหม่เป็นอารยธรรมที่สร้างขึ้นบนพลังแห่งการปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีความรู้เชิงประจักษ์ (empirical knowledge technological revolution) ที่กระจัดกระจาย และขณะนี้เราก็ได้เข้าสู่ยุคเอไอ (AI) แล้ว
ดังนั้นอิสลามจึงเป็นการเข้าถึงและมีส่วนร่วมที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวกับความรู้ที่ถูกเปิดเผยจากสวรรค์ และมรดกของเราคือการบ่มเพาะและเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์นั้น คือการเพาะปลูกวิวรณ์ (วะฮฺยู) ที่ได้มาถึงเรา จากสวรรค์ทั้งเจ็ดชั้น เพื่อมวลมนุษย์ทั้งปวง นี่คือรากฐานขององค์ความรู้ที่แท้จริง หากเราจะสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด
อัลลอฮ์ยังตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า ตัวอย่างของอิสลามหรือคำปฏิญาณตนของอิสลามนั้น เปรียบเสมือนเมล็ดพืชหรือต้นไม้ [1] รากฐานของมันหยั่งรากลึกอยู่ในผืนดิน
และกิ่งก้านสาขาของมันแผ่ขยายไปถึงสวรรค์ นี่ชี้ให้เห็นถึงรากฐานของ
ศาสนานี้ หากเราจะใช้คำนี้ (ศาสนา) เพราะมันมีความหมายในแบบตะวันตกสมัยใหม่แฝงอยู่ด้วย กิ่งก้านเหล่านั้นคือสาขาขององค์ความรู้ที่เขา (ตะวันตกและตะวันออก) กำลังเพาะปลูกอยู่ในขณะนี้ แต่อิสลามมีมุมมองที่กว้างกว่า ลึกกว่า ครอบคลุมมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่เรามีคือการเพาะปลูกความรู้ในรูปแบบที่ดีที่สุดที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่เราสามารถนิยามวิทยาศาสตร์อิสลาม
การให้นิยาม "ดีน" ว่าเป็นโลกทัศน์
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสำคัญมากที่คุณได้กล่าวถึงเรื่องนี้เราใช้คำว่า "ดีน" ซึ่งแปลได้ง่ายๆ ว่าศาสนา อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษ คำว่าศาสนามีความหมายที่ซับซ้อนและบริบทเฉพาะเจาะจงมาก จนทำให้คำนี้พัฒนาและถูกนำมาใช้ในการนิยามศาสนาอิสลาม (หรือ "ดีน") ในฐานะโลกทัศน์ งั้นเรามาลองวิเคราะห์กันดูก่อนดีกว่า
คุณจะนิยามคำว่าโลกทัศน์อย่างไร และมันแตกต่างจากคำว่าศาสนาอย่างไร?
แม้แต่คำว่า "โลกทัศน์" ก็ดูจะลดทอนความหมายของคำว่า "ดีน"ไปบ้างพอสมควร แต่เราจำเป็นต้องใช้คำนี้เพื่อให้เข้าใจง่าย เราไม่สามารถใช้แนวคิดที่เป็นนามธรรมในสังคมหรือในบริบทอารยธรรมนี้ ที่ผู้คนอาจไม่เข้าใจได้ คือ ความรู้ที่แท้จริงในอิสลามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโลกแห่งประสาทสัมผัส เนื่องจากความเป็นจริงนั้นมีขอบเขตที่กว้างกว่าโลกแห่งประสาทสัมผัส หรือแม้แต่โลกแห่งสติปัญญาของมนุษย์ก็ตาม
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการใช้คำว่า"บุจูด" หรือการดำรงอยู่ จึงดีกว่า แต่เราอย่าไปลงลึกในรายละเอียดทางรากศัพท์ (Terminology) เลย โลกทัศน์มันคือโครงสร้างทางปรัชญา มันถูกนิยามไว้หลายวิธี แต่เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย เราจะให้คำจำกัดความอย่างง่ายๆ ว่า โลกทัศน์ คือกรอบแนวคิดในการทำความเข้าใจจักรวาล เราใช้คำว่าจักรวาล (cosmos) สำหรับเอกภพ หรือการดำรงอยู่ (wujud) ที่อยู่ตรงหน้าเรา ไม่ใช่ความโกลาหล (Chaos) ความวุ่นวายไม่ใช่สิ่งที่มาจากมุมมองของศาสนาอิสลาม จักรวาลไม่ใช่ความวุ่นวาย มันมีจุดมุ่งหมาย และการมีส่วนร่วมกับจักรวาล (ด้วยการดำรงอยู่ หรือการเรียนรู้) จะนำไปสู่ความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
และนี่เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าคือความจริง ไม่ใช่แนวคิดเชิงปรัชญาที่สร้างขึ้นในจิตใจของนักปรัชญาหรือนักตรรกศาสตร์ ซึ่งสามารถนำมาโต้แย้งและปฏิเสธได้ง่ายๆ
จักรวาลที่อยู่ตรงหน้าเราคือความจริง เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมัน อยู่กับมัน ดังนั้นโลกทัศน์จึงเป็นผลลัพธ์ของการมีส่วนร่วม ดำรงอยู่กับมัน และความเข้าใจในจักรวาล และแน่นอนว่าจักรวาลนี้มีสองสาขา (branches) หรือสองปรากฏการณ์ (Rajid หรือ manifestrations) หลัก และก็คือ อัลอาละมุลกะบีร (จักรวาลใหญ่ หรือ macrocosmos) ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างนอกเหนือจากมนุษย์ และมนุษย์คืออาละมุลศอฆีร (จักรวาลเล็ก หรือ microcosmos) เพราะความจริงทั้งหมดของจักรวาลนี้ และวูญุด (การดำรงอยู่) ล้วนปรากฏอยู่ในจุดสูงสุดของมนุษย์ (Human peak)
ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วโลกทัศน์คือการทำความเข้าใจจักรวาลขนาดใหญ่
และจักรวาลขนาดเล็ก และตรงนี้เรามีสังคมศาสตร์โดยเฉพาะ เพราะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเป็น "ความรู้" เพราะเป็นวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ที่อิงตามข้อเท็จจริงล้วนๆ ความรู้ที่แท้จริงอยู่ที่สังคมศาสตร์ สังคมศาสตร์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ พฤติกรรมของเขาในสังคม และอื่นๆ นี่คือวิธีที่เราสามารถนิยามโลกทัศน์ได้อย่างง่ายๆ มิฉะนั้น อย่างที่ผมบอกไปแล้ว มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น มีนัยยะทางปรัชญาอยู่ด้วย
อันที่จริง มีการถกเถียงกันถึงการมีอยู่ของโลกทัศน์ด้วยซ้ำ โลกตะวันตกสมัยใหม่มีโลกทัศน์หรือไม่ เพราะโลกทัศน์เป็นสิ่งที่ตายตัว
โลกทัศน์ในฐานะแนวคิด คือหลักการที่จะกำหนดการการอยู่ร่วมและการปฏิสัมพนธ์ของเรากับความเป็นจริง (การดำรงอยู่) นี้ ดังนั้นมันจึงคงที่ (หรืออย่างน้อยมันก็เคลื่อนไปสู่ความคงที่ ตามวุฒิภาวะของมนุษย์) และเรารู้จักโครงสร้างอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ คุณสามารถเรียกมันว่าความทันสมัยแบบตะวันตก (western modernity) ความเป็นหลังสมัยใหม่ (post-modernity) และการมีส่วนร่วมทางปรัชญาอื่นๆ มันไม่เคยคงที่ และนี่มาจากฐานรากทางความคิด (หลักการพื้นฐาน) ของอารยธรรมตะวันตก ดังนั้น รากฐานของพวกเขาเป็นสิ่งที่กำลังวิวัฒนาการอยู่ทุกขณะ และอารยธรรมตะวันตกก็ภาคภูมิใจในวิวัฒนาการนั้น แล้วมันจะมีโลกทัศน์ที่มีหลักการตายตัวได้อย่างไร? ซึ่งมีการถกเถียงกันอยู่ แต่เราอย่าไปลงลึกถึงเรื่องนั้นเลยดีกว่า มันจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจยากเกินไปสำหรับผู้ชมทั่วไป
ดังนั้นนี่จึงเป็นวิธีที่น่าสนใจในการอธิบาย ถ้าคุณคิดว่าความเป็นจริงคือสิ่งที่ดำรงอยู่จริง ๆ แล้วโลกทัศน์ก็คือปรัชญาหรือกรอบความคิดที่อธิบายสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ มันเหมือนกับการมองภาพรวมแบบกว้างๆ ของระบบทั้งหมด เพื่อให้รู้ว่าทุกอย่างคืออะไรและเรากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ ดังนั้นเป้าหมายของคุณในการพัฒนาโมดูลการเรียนการสอนเกี่ยวกับโลกทัศน์อิสลามคืออะไร? คุณคิดว่ามีสิ่งใดที่ขาดหายไปหรือมีสิ่งใดที่ผู้คนจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับโลกทัศน์อิสลามที่พวกเขายังไม่เข้าใจหรือไม่?
เหตุใดจึงสอนศาสนาอิสลามในฐานะโลกทัศน์?
โดยพื้นฐานแล้ว มันเป็นความปรารถนาส่วนตัว เพราะจากการมีส่วนร่วมส่วนตัวของผมกับศาสตร์อิสลามในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาทั้งการเรียนรู้ การสอนนักศึกษา และการมีปฏิสัมพันธ์กับนักวิชาการท่านอื่นๆ
ฉันตระหนักว่าถึงแม้เราจะมีทูราธ (มรดกอันยิ่งใหญ่) [2] ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งยิ่งใหญ่ในทุกแง่มุม แต่เรากลับจมอยู่ในความเข้าใจที่กระจัดกระจาย แยกเป็นส่วนๆ ไม่เป็นองค์รวม (holistic) และ ลดทอนลงในการมีส่วนร่วมกับทูราธนี้ อันที่จริง ปัญหาหลักคือแม้แต่การยอมรับเรื่องนี้ เมื่อเราพูดว่าเราจะมีทูราธ เรามีคนจำนวนมากที่ไม่แม้แต่จะคิดถึงคำถามพื้นฐานนี้ ดังนั้นความกังวลหลักของผมคือ นักเรียนผู้แสวงหาความรู้ ประสบการณ์โดยตรงของผมเกี่ยวกับการแตกแยก การแบ่งขั้ว ความแตกแยกในแวดวงปัญญาชน ซึ่งกำลังทำให้การเสื่อมถอยลึกซึ้งยิ่งขึ้น และในอีกด้านหนึ่งเราก็มีมรดกที่ดีมากมาย ดังนั้นสำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ได้เห็นว่าพวกเราในฐานะประชาคมมุสลิม หรือนักศึกษาผู้ใฝ่รู้ คุณอาจเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มหัวกะทิของประชาคมมุสลิม เราไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสองแนวคิดนี้ได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ต้องพูดคุยเรื่องเหล่านี้
[1] ที่มาในอัลกุรอาน (ซูเราะห์อิบรฮีม: 24-25):
{أَلَمْ تَرَ كَيْفَ ضَرَبَ اللَّهُ مَثَلًا كَلِمَةً طَيِّبَةً كَشَجَرَةٍ طَيِّبَةٍ أَصْلُهَا ثَابِتٌ وَفَرْعُهَا فِي السَّمَاءِ (24) تُؤْتِي أُكُلَهَا كُلَّ حِينٍ بِإِذْنِ رَبِّهَا ۗ وَيَضْرِبُ اللَّهُ الْأَمْثَالَ لِلنَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَتَذَكَّرُونَ (25)}
"เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่าอัลลอฮ์ทรงยกตัวอย่างคำกล่าวที่ดียอดเยี่ยม (อิสลาม) ดุจต้นไม้ที่ดีงามซึ่งมีรากหยั่งลึก และกิ่งก้านของมันอยู่บนท้องฟ้า (สูงส่ง) มันให้ผลของมันทุกเมื่อด้วยอนุมัติแห่งพระเจ้าของมัน และอัลลอฮ์ทรงยกตัวอย่างแก่มนุษย์เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ".
[2] ในภาษาอาหรับ คำว่า "มรดก" สามารถแปลได้หลายแบบขึ้นอยู่กับบริบท โดยคำที่ใช้กันทั่วไปมากที่สุดคือ تُراث (turaath) สำหรับมรดก/ประเพณี, إِرْث (irth) หรือ مِيراث (miraath) สำหรับมรดกตกทอด/พินัยกรรม และ تَرِكَة (tarika) สำหรับสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง (เช่น ทรัพย์สิน) คำเหล่านี้ครอบคลุมแนวคิดของมรดกทางวัฒนธรรม พินัยกรรมของครอบครัว หรือสิ่งที่ส่งต่อกันมาตามกาลเวลา