ยุคทองของอิสลามอาจจะกลับมาถ้าเราแก้หนึ่งอย่าง!
ยุคทองของอิสลามอาจจะกลับมาถ้าเราแก้หนึ่งอย่าง!
จาก Deseclarize Islam and Abu Ibrahim
วันที่ 14 มกราคม 2569
นี่คือพอดแคสต์ที่เราพยายามที่จะมีการสนทนาเชิงปัญญาเกี่ยวกับ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกี่ยวกับศาสนาของเรา และหนึ่งในหัวข้อที่ผู้ชมส่วนใหญ่ของเรา
คุ้นเคยบ้างก็คือยุคทองของอิสลาม
มันเป็นแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจของเราเพราะมันเตือนเราถึงช่วงเวลาที่อิสลามอยู่บนจุดสูงสุด เมื่อเราเป็นผู้นำความก้าวหน้าในหลายๆด้านต่างๆ และหากเราสนใจที่จะฟื้นฟูโลกในวันนี้ที่อิสลามเป็นแบบอย่างอารยธรรม เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของเราและทำความเข้าใจจากข้อมูลว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไร
ผิดพลาดไป
สลามชีค ช่วยวาดภาพให้ผู้ชมของเราเห็นภาพเกี่ยวกับยุคทองของอิสลามหน่อย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะรู้ว่ามันคืออะไร และจะรู้สึกอย่างไรถ้าเราอยู่ในโลกที่อิสลามเป็นแบบอย่างของอารยธรรมทั้งหลาย? ยุคทองของอิสลามคือยุคแห่งการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ มันเป็นคำศัพท์ของชาวตะวันตก
ในประวัติศาสตร์อิสลาม เรามักใช้ราชวงศ์ เพื่อบ่งบอกถึงยุคสมัยต่างๆที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว ยุคทองของอิสลามก็คือช่วงต้นสมัยราชวงศ์อับบาซีจนถึงปลายสมัยราชวงศ์อับบาซีในแบกแดดกับการรุกรานของมองโกล ดังนั้น คุณก็รู้ ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 700 จนถึงปี 1258 ซึ่งเป็นช่วงที่แบกแดดถูกทำลายล้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยของฮารูนราชิด นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ดังนั้นนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น โดยพื้นฐานแล้วก็คือการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในทุกสาขาของชีวิต ตั้งแต่คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์สถาปัตยกรรม การแพทย์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ และสาขาอื่นๆ ทุกสาขา แทบจะไม่มีข้อยกเว้น
บางคนโต้แย้งว่าเหมือนกับพวกต่อต้านอิสลามบางคน พวกเขาพยายามลดทอนคุณค่าของยุคทอง และพวกเขากล่าวว่าเป็นเพียงการแปลที่ได้รับการยกย่อง เราได้แปลงานเขียนภาษากรีก เราอนุรักษ์วรรณกรรมคลาสสิกไว้สำหรับยุโรป นั่นคือการมีส่วนร่วมของเรา และการมีส่วนร่วมของชาวมุสลิมเหนือสิ่งอื่นใดนั้นมีน้อยมาก
ชีค : ใช่ ระบบนี้ไร้หลักวิทยาศาสตร์และไร้หลักฐานพอๆ กับที่ใครบางคนพูดว่าว่าชาวยุโรปเป็นหนี้สิ่งที่มุสลิมได้ทำไว้ ชาวตะวันตกได้แค่แปลวิทยาศาสตร์และปรัชญาอิสลามให้เป็นภาษาของชาวยุโรป และพวกเขาก็ทำไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นก็ไม่จริง ความจริงแล้วชาวยุโรปได้เพิ่มสิ่งต่างๆ มากมายในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา และ
ชาวมุสลิมก็เช่นกัน ในช่วงเวลานั้นซึ่งประมาณ 500 ปี ได้เพิ่มสิ่งต่างๆ มากมาย
มันเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มากกว่าชาวกรีกยุคแรก ดังนั้นมุสลิมในยุคนั้นได้เริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ดังนั้นพวกเขา
จึงมีเร่งรัดให้มีการแปลตำราจากภาษาอื่น ในช่วงกลางทศวรรษ 700 เคาะลีฟะฮ์ได้สั่งให้แปลหนังสือทุกเล่มบนโลกให้เป็นภาษาอาหรับ
และนี่คือห้องสมุด ในบ้านแห่งปัญญา (บัยตุลฮิกมะฮ) ในแบกแดด พวกเขาแปลทุกอย่างที่เป็นภาษาละติน ทุกอย่างที่เป็นภาษากรีกทุกอย่างที่เป็นภาษาจีน ทุกอย่างที่เป็นภาษาสันสกฤษและแน่นอนทุกอย่างที่เป็นภาษาเปอร์เซีย ดังนั้นภาษาหลักทั้งห้าภาษานี้ในสมัยนั้น หนังสือที่เขียนด้วยภาษาเหล่านเหล่านั้น จึงถูกแปลเป็นภาษาอาหรับหลังจากการเคลื่อนไหวการแปล แน่นอนได้มีการพัฒนาองค์ความรู้มากมาย
อบูอิบรอฮีม : สิ่งที่บางคนอาจไม่รู้คือ ใกล้สิ้นสุดยุคทองของอิสลามได้มีการเคลื่อนไหวการแปลที่ชาวยุโรปทำ พวกเขาเริ่มแปลภาษาอาหรับเป็นภาษาละตินของพวกเขาภาษาต่างๆ และเช่นหนังสือของคาวาริสมิ คุณรู้จักผู้ก่อตั้งพีชคณิตและอัลกอริธึม และบุคคลอย่างอัซเซาะรอวี ผู้ก่อตั้งการแพทย์สมัยใหม่ และหนังสือเกี่ยวกับการผ่าตัดของเขา ได้รับการแปลและกลายเป็นมาตรฐานสำหรับยุโรปเป็นเวลาหลายร้อยปี
ดังนั้นมันมีหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่คุณก็ได้พูดถึงอีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจ นั่นก็คือ นี่ที่แท้จริงมันเป็นการจัดประเภทแบบตะวันตก โดยที่เขาคิดว่ามันเป็นยุคทอง แต่นี่คือวิธีการจัดยุคสมัยที่ชาวมุสลิมควรจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่หรือไม่? หรือนี่คือยุคทองจากมุมมองของเราใช่หรือไม่?
ชีค : มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพยายามมุ่งเป้าไปที่อะไร จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ? ถ้าเรากำลังมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาอารยธรรมจากมุมมองของการพัฒนาเมือง (Urbanization) ถ้าเราใช่เป็นตัววัดสิ่งที่ผู้คนเรียกว่าอารยธรรม เช่น
สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และอาคารและโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่มากมายในสังคม ถ้า
เป็นการขยายตัวของเมืองและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช่แล้ว ช่วงเวลานั้นเป็นยุคทองอย่างแน่นอนโดยปราศจากข้อสงสัย หลังจากนั้น ยุคทองของอารยธรรมอิสลามก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่มันได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังจากที่พวกครูเสดและพวกมองโกลเข้ามาและได้ทำลายทุกอย่าง แต่เราก็ยังคงดำเนินต่อไป เรายังคงอยู่ที่จุดสูงสุดราวกับว่าอยู่ๆ เราก็หายตัวไป โดยไม่มีร่องรอย
หลังจากที่แบกแดดล่มสลายในปี 1258 ชาวมุสลิมยังคงเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจนกระทั่งถึงกลางทศวรรษที่ 17 เราอาจพูดได้ว่าตั้งแต่ปี 1700 เราหยุดเป็นมหาอำนาจของโลก และจากนั้นคุณก็เสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20 มหาอำนาจอาณานิคมเข้ามาและทำลายล้างดินแดนส่วนใหญ่ของโลกมุสลิม
ผมคงไม่จำกัดมันไว้แค่ช่วงเวลานั้น แต่ถ้าเรามองไปที่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา แม้กระทั่งในวัฒนธรรมตะวันตกก็มาก่อนการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ คุณเข้าใจสิ่งที่ฉัน ถ้าคนเราเข้าใจความก้าวหน้าของมนุษย์ เราจะพบว่ามันเริ่มต้นจากการหมกหมุ่นทางปัญญา (intellectual exercise) ภายในประชาชาตินั้นๆ ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวัตถุ
ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองตามมาเสมอ ดังนั้นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในศาสนาอิสลามนั้นคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเติบโตของอารยธรรมอิสลาม และนั่นเป็นเหตุผลที่เรามีช่วงเวลาต่างๆ เช่น ยุคมืด (ยุคญาฮีลิยะฮ์) และยุคแห่งแสงสว่าง หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ซึ่งก็คือการมาของอัล-อิสลาม
และจุดเริ่มต้นของอิสลามและในการรวมประชาชาติมุสลิม ที่การก่อตั้งรัฐวางอยู่บนพื้นฐานของศาสนาอิสลาม การก่อตั้งสังคมบนพื้นฐานของศาสนาอิสลาม และรวมชนเผ่าต่างๆ ที่กระจัดกระจายและต่างก็เป็นศัตรูกันมานานหลายศตวรรษ ศาสนาอิสลามได้เข้ามาและสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและภราดรภาพ นั่นคือความเสมอภาคของทุกคนโดยใช้หลักนิติธรรม
อบูอิบรอฮีม : ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วคุณกำลังบอกว่า ช่วงเวลานี้ซึ่งรู้จักกันในชื่อยุคทองของอิสลามนั้นเป็นผลพวงจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ถ้าพูดถึงอารยธรรมอิสลามก็คือยุคเริ่มต้นเมื่ออิสลามเข้ามา)
ชีค : ใช่ครับ อย่างเช่นการพัฒนาเมืองเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งตัวชี้วัดความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมนั้นมาจากมุมมองทางปัญญา
อบูอิบรอฮีม : คุณช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมครับ เช่น อะไรคือ
ที่ทำให้เรามองอารยธรรมหรือยุคสมัยหนึ่ง แล้วตัดสินว่ามันเจริญแล้วหรือ
เป็นยุคทอง
สังคมที่เจริญแล้วหรือประเทศที่เจริญแล้ว คือสังคมที่มีโครงสร้าง ที่มีสันติภาพ ที่มีอย่างน้อยความเข้าใจร่วมกัน มีสถาบันและการพัฒนาเกิดขึ้นภายในสังคมนั้น นี่คือคุณลักษณะต่างๆ นี่คือตัวชี้วัด ว่า อะไรที่นำไปสู่อารยธรรม? อะไรที่นำไปสู่ความก้าวหน้า? ความก้าวหน้าคือการยกระดับทางปัญญา (Intellectual elevation)
และการยกระดับทางปัญญาจะนำไปสู่สันติภาพและความปรองดองในหมู่ผู้คน ซึ่ง
นำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัตถุ นี่คือสูตรสำเร็จ นี่คือคำอธิบายว่าสิ่งต่างๆจะสำเร็จได้อย่างไร
อบูอิบรอฮีม : การยกระดับทางปัญญาคืออะไร ?
ชีค : การยกระดับทางปัญญาคือเมื่อมนุษย์มีความเข้าใจในระดับพื้นฐาน ที่จะคำตอบต่อตอบคำถามที่จำเป็นและสำคัญที่สุด มันเป็นเหมือนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (dilemma) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันคือจะต้องตอบคำถามเชิงปรัชญา 3 ข้อเกี่ยวกับชีวิต คือ อะไรมาก่อนชีวิต? อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากมีชีวิต? และชีวิตคืออะไรกันแน่? เมื่อมนุษย์ตอบคำถามนี้ได้แล้ว มนุษย์จะสามารถมองโลกผ่านเลนส์ (มุมมอง) เฉพาะนี้ และมุมมองนี้เองที่นำมาซึ่งการยกระดับทางปัญญา เพราะถึงจุดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกมองผ่านข้อมูลและความเข้าใจ แทนที่จะเป็นเพียงปฏิกิริยาทางอารมณ์
ดังนั้นเมื่อเราเห็นแอปเปิ้ลสักลูก เราไม่ได้มองเห็นแค่ความปรารถนาที่จะระงับความหิว นั่นเป็นระดับการมองตามสัญชาตญาณของสัตว์ นั่นเป็นระดับการมองดั้งเดิม เมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้นมา เมื่อเราเห็นแอปเปิ้ล เราอาจจะมองเห็น ว่าเป็น อาหารเพื่อสุขภาพ มองเห็นปริมาณใยอาหารที่เฉพาะเจาะจง ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของเรา หรือเช่น เมื่อเราเห็นแอปเปิล เรามองเห็นอาหารฮาลาลที่เชื่อมโยงไปถึงการยกระดับของหัวใน คุณเข้าใจที่ฉันพูดไหม? ดังนั้น นี่คือความแตกต่างระหว่างมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์กับมนุษย์ที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น ทุกอย่างจึงเกี่ยวกับความเป็นวุฒิภาวะทางปัญญา (intellectualism) มันคือการมีเลนส์ที่เรามองชีวิตบนพื้นฐานของแนวคิด ข้อสรุป ของหลักฐานทั้งหลายทั้งมวลว่าชีวิตคืออะไร? เมื่อเราเข้าใจโลก เมื่อเราค้นคว้าเกี่ยวกับโลก ยิ่งเรามีข้อมูลเกี่ยวกับโลกมากเท่าไหร่ ระดับอารยธรรมหรือความเป็นมนุษย์ของเราก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ เมื่อฉันนึกถึงสังคมแบบป่าเถื่อน หรือยุโรปในยุคมืด คนเหล่านั้นไม่มีคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ใช่ไหม? ใช่ พวกเขาไม่มีคำตอบที่สมเหตุสมผลสำหรับคำถามเหล่านี้ มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์โดยพื้นฐานแล้วก็ปฏิบัติตามระบบความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ตามอารมณ์ความรู้สึก และแม้แต่สิ่งที่เขาเรียกว่า "จิตวิญญาณ (spiritaul)" ก็เป็นปรากฏการณ์ทางอารมณ์เช่นกัน
ดังนั้นมันอาจจะเป็นการรับรู้หรือประสบการณ์ในเชิงจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับแนวคิดของการมีผู้สร้าง แต่ไม่ได้อิงอยู่บนหลักฐานและความเข้าใจเชิงเหตุผล
ที่แท้จริงไม่มีระบบความคิด มันไม่ใช่ผลพวงของการมีระบบความคิดของการสร้างสรรค์โดยผู้สร้างบนพื้นฐานของหลักฐาน และข้อสรุปที่ผ่านระบบระเบียบทางปัญญา
เพราะว่าปัญญาคืออะไร? เมื่อเราพูดว่ามันคือการยกระดับทางปัญญา คำว่าปัญญาชน มันหมายความว่าอย่างไร? ปัญญานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ใช้หตุและผลเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินแยกแยะ ดังนั้นมนุษย์จึงมีเพียงสองวิธีเท่านั้น
ที่จะใช้ในการตัดสินใจ คือ ด้วยการใช้อารมณ์ความรู้สึกหรือด้วยการใช้เหตุผล
ใช่ครับ อารมณ์และความรู้สึกอาจมีกระบวนการทางความคิด (cognitive process) ซึ่งกระบวนการทางความคิดสามารถสร้างตำนานและจินตนาการ เมื่อคุณสรุปผลโดยอาศัยเกณฑ์ที่ไม่ใช่เหตุผล ในฐานะความเป็นมนุษย์ คุณก็จะตกต่ำลง คุแต่เมื่อคุณเริ่มใช้ความคิดของคุณเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวกับ
ทุกสิ่งที่คุณทำในชีวิต คุณก็จะมีระดับความเป็นมนุษย์สูงขึ้น คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม? และวิธีที่จะทำเช่นนั้นคือการมีและใช้เกณฑ์ที่เป็นเหตุเป็นผลสำหรับการตัดสินใจทั้งหมดของคุณตั้งแต่แรก นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำถามหลักสามข้อของชีวิต
จึงมีความสำคัญ เพราะเมื่อนั้นทุกสิ่งที่เราทำล้วนเกี่ยวพันกับการดำรงอยู่ของเรา ใช่ เรามีอยู่จริง ใช่ใหม? ดังนั้น เมื่อเราตัดสินใจในชีวิต เราต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล ที่เป็นเกณฑ์ในการหาคำตอบว่าทำไมเราจึงมีและดำรงอยู่อยู่ตั้งแต่แรก
ทำไม? นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการคิดเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ (business strategic thinking) เพราะเมื่อเราตระหนักว่า เราอยู่ตรงใหน? เรามาจากที่ใหน? และเรากำลังจะไปใหน? จากนั้นเราจึงกำหนดกลยุทธ์ของเรา ว่าเรากำลังจะไปที่นั่น และเราจะมีทุกคำตอบสำหรับคำถามอื่นๆ เรามันก็ได้เป็นสาขาของปัญญาบนรากฐานเหตุผลที่หนักแน่น เหมือนกับการมีระบบส่วนกลางของการคิด การมีเลนส์ การมีโลกทัศน์
อบูอิบรอฮีม : เหมือนกับการมีระบบรวมศูนย์ของการคิด การมีเลนส์ การมี
มุมมองโลก คุณมีปฏิสัมพันธ์กับโลกผ่านลำดับชั้นทางปัญญา แทนที่จะไปแค่มีกระบวนทัศน์ (paradigm)
ชีค : มันเป็นกระบวนความคิดบนฐานของกระบวนทัศน์ (paradigm based thinking) ที่มีโลกทัศน์หรือเลนส์ทางปัญญาเป็นรากฐานอ้างอิง นี่เป็นคำเหมาะสมเลย ดังนั้น การคิดตามกระบวนทัศน์ เช่น ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าผู้คนไม่รู้
ว่าเนื้อหมูมีโรคบางอย่างและมันสกปรก สมมติว่าเรามองมันจากมุมมองของสารอาหารหลัก มันประกอบไปด้วยมโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเท่านั่นเท่านนี้ คนที่เห็นอะไรตื้นๆ ก็แค่มองเห็นอาหาร ใช่ไหม? แต่คนที่มีความคิดก้าวหน้าจะเชื่อมโยงการกินเนื้อหมูกับจุดมุ่งหมายของเขา ถ้าจุดประสงค์ของเราคือโลกหน้า เราก็ต้องถามว่า การบริโภคหมูที่นำเราไปสวรรค์หรือนรก ดังนั้นการตัดสินใจของเราในโลกนี้จึงมีความสำคัญ อดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีสารอาหารหลักอยู่ในเนื้อชิ้นนี้โดยเฉพาะฉันก็จะไม่กินเพราะมันส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ในชีวิตของฉัน ดังนั้นคุณสามารถใช้ชีวิตโดยไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีแผน หรือคุณสามารถใช้ชีวิตโดยมีแผน แผนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแผนที่ถูกต้อง แต่การมีแผนนั้นสำคัญ